foto1
logo
lboss
นายขจิตพันธ์ สุวรรณสิริภักดิ์
ผู้อำนวยการโรงเรียนศึกษานารี

ปฏิทินชาวศึกษานารี

พฤศจิกายน 2018
จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส. อา.
01
02
03
04
05
06
07
08
09
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30

จำนวนผู้เยี่ยมชม

8635346
วันนี้ :
เมื่อวาน :
สัปดาห์นี้ :
สัปดาห์ที่แล้ว :
เดือนนี้ :
เดือนที่แล้ว :
ทั้งหมด :
7249
11005
7249
8553098
264611
650521
8635346

Your IP: 54.163.20.57
2018-11-18 09:22

ประวัติสามสมเด็จ

     สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)

history 02     สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค)เป็นบุตรสมเด็จเจ้าพระยามหาประยุรวงศ์(ดิศ บุนนาค) กับท่านผู้หญิงจัน ธิดาของเจ้าพระยาพลเทพ(ทองอิน) ซึ่งเป็นน้องกรมหมื่นนเรนทรภักดี

     สมเด็จเจ้าพระยาฯสมภพในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อวันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2351 มีพี่น้องร่วมบิดามารดา 9 คน และมีพี่น้องต่างมารดาอีก 35 คน สมเด็จเจ้าพระยาฯได้รับการศึกษาอย่างดีจากครูบาอาจารย์ในสมัยนั้นและจากท่านซึ่งเป็นพระยาพระคลังว่าการต่างประเทศจนได้ว่า การปกครองหัวเมืองชายฝั่งตะวันออกแต่ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

     ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชการที่ 5 )สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้สำเร็จราชการ มีอำนาจได้สิทธิ์ขาดทั้งปวงมีอาญาสิทธิ์ คือ ประหารชีวิตคนกระทำผิดอุกฤษฎ์โทษได้ มีมหันตเดชานุภาพ ยิ่งใหญ่ไม่มีผู้ใดเสมอ

     สมเด็จพระพุฒาจารย์ (นวม พุทธสรมหาเถระ) และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

history 03

     การเรียบเรียงเรื่องราวเกี่ยวกับสมเด็จวัดอนงค์-สมเด็จย่าโรงเรียนศึกษานารี รศ.ดร. จำลอง สารพัดนึก ได้นำลงตีพิมพ์ในวาระครบรอบ 84 ปีโรงเรียนศึกษานารีนั้นครบถ้วนสมบูรณ์ ครั้นจะนำมาเรียบเรียงใหม่ ผู้อ่านหลายท่านได้พิจารณาแล้วมีความเห็นว่า ควรนำของเดิมมาตีพิมพ์อีกครั้งจะเป็นการดีกว่า ทั้งนี้เพื่อให้ศิษย์เก่ารุ่นหลัง ๆ ได้อ่านโดยทั่วถึงกัน คณะกรรมการจัดทำหนังสือ“ศึกษานารี 100 ปี แห่งความภาคภูมิ” จึงขออนุญาตผู้เขียนนำเรื่องราวดังกล่าวมาจัดพิมพ์อีกครั้งหนึ่ง ดังมีข้อความต่อไปนี้

     ด้วยเหตุที่ข้าพเจ้ามีความคุ้นเคยกับวัดอนงค์ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับโรงเรียนศึกษานารี ตั้งแต่สมัยที่ข้าพเจ้าครองเพศบรรพชิตอยู่มาจนปัจจุบัน และเคยได้ยินได้ฟังเรื่องราว เกี่ยวกับโรงเรียนศึกษานารีอยู่บ้างจึงใคร่ที่จะนำเรื่องโรงเรียนศึกษานารีมาเล่าสู่กันฟัง อันจะทำให้ผู้ที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังจะได้รู้เรื่องนี้ประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่งข้อเขียนซึ่งถ่ายทอดมาจากหนังสือ“ศึกษานารี 84 ปีแห่งความรำลึกถึง” นี้ จะได้ตราติดเป็นประวัติศาสตร์ของโรงเรียน ซึ่งอาจจะเป็นการสะดวกสำหรับอนุชนในอนาคต ที่ประสงค์จะทราบประวัติของโรงเรียนนี้ โดยอ่านจากบทความเรื่องนี้ ซึ่งแม้จะไม่ละเอียดนัก อย่างน้อยก็จะทำให้ผู้อ่านได้ทราบว่า โรงเรียนนี้ตั้งขึ้นมาเมื่อไรและใครเป็นผู้ก่อตั้ง

     โรงเรียนศึกษานารีมีความสัมพันธ์กับบุคคลหลายฝ่ายและสถานที่หลายแห่ง เพื่อให้สอดคล้องกับความสำคัญที่โรงเรียนศึกษานารีมีอยู่กับบุคคล และสถานที่นั้นๆ ข้าพเจ้าจึงเขียนเรื่อง”สมเด็จวัดอนงค์-สมเด็จย่าโรงเรียนศึกษานารี” หากจะกล่าวได้โดยสรุป สมเด็จวัดอนงค์เป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนศึกษานารี เมื่อปี พ.ศ.2444 สมเด็จย่าทรงเคยเป็นศิษย์เก่าของโรงเรียนศึกษานารี

     ความละเอียดของบทความนี้เก็บความจากหนังสือประวัติการศึกษาหนังสือไทยของวัดอนงค์คาราม ซึ่งเรียบเรียงโดยพระยาสาครราชเรืองยศ เมื่อ พ.ศ. 2484 และตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2500 มีดังนี้ สมเด็จวัดอนงค์ที่กล่าวถึงนี้คือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (นวม พุทธสรมหาเถระ) ท่านมีชีวประวัติดังนี้นามเดิมว่า นวม นามฉายา พุทธสโร เกิดเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2407 ที่อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท ท่านอยู่วัดอนงค์คารามตั้งแต่เยาว์วัย โดยได้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ 13 ปี และอุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่ออายุครบ 20 ปี เมื่อสมเด็จฯยังเยาว์วัยได้เรียนคัมภีร์มูลกัจจายนะและพระธรรมบท และบทเรียนวิชาพิเศษคือ หนังสือไทย เลขและลูกคิด ทั้งที่ยังไม่มีโรงเรียนในสมัยนั้น แต่ด้วยความสนใจใคร่ต่อการศึกษา ท่านจึงมีความรู้ในวิชาพิเศษเป็นอย่างดี สมเด็จฯดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดอนงค์คารามรูปที่ 6 และเคยดำรงตำแหน่งอื่น ๆ ที่สำคัญของคณะสงฆ์ คือ เป็นเจ้าคณะแขวง เจ้าคณะมณฑล เจ้าคณะจังหวัด สมาชิกสังฆสภา กรรมการมหาเถระสมาคมและสังฆมนตรีว่าการองค์การสาธารณูปการ ท่านเป็นผู้มีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับการศึกษาของประเทศไทยด้วย กล่าวคือเมื่อ พ.ศ. 2432 ขณะท่านเป็นพระครูอันดับอยู่ เรียกกันว่า ”พระอาจารย์นวม” และในสมัยนั้นยังไม่มีโรงเรียน ท่านได้เริ่มทำการสอนศิษย์ของท่านเป็นการส่วนตัวโดยใช้กุฎิเป็นโรงเรียน วิชาที่สอนคือ หนังสือไทย เลข ลูกคิด และจรรยา มีผู้เห็นประโยชน์ในการศึกษา ได้นำบุตรหลานซึ่งเป็นผู้ชายไปฝากเข้าเรียนเป็นจำนวนมาก ต่อมาท่านได้จัดที่เล่าเรียนขึ้นอีกด้วยทุนส่วนตัวกับทุนที่มีผู้ศรัทธาบริจาคสมทบ จนทางการได้เริ่มเข้ามาดูแลการศึกษาพร้อมทั้งจัดนิตยภัตถวายประจำทุกเดือนเดือนละ 10 บาท และท่านมิได้ถือเอานิตยภัตนั้นเป็นประโยชน์ส่วนตัว กลับได้นำเอาไปจ้างครูมาช่วยสอน 1 คน ครั้นต่อมา ท่านก็ได้นำเอานิตยภัตนั้นไปจ้างครูเพิ่มอีก 1 คน ดังนั้น นอกจากท่านเป็นผู้สอนแล้ว ยังได้ครูช่วยสอนอีก 3 คน

     ต่อมา พ.ศ.2440 กรมศึกษาธิการได้เข้าจัดการศึกษาและจัดครูเอง จึงได้โอนครูทุกคนที่อาจารย์นวมจ้างมาช่วยสอนไปเป็นข้าราชการได้รับพระราชทานเงินเดือนทุกคน ส่วนพระอาจารย์นวมได้รับการแต่งตั้งเป็น ”พระอาจารย์สยามปริยัติ” ซึ่งเป็นนามที่ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติและยกย่องให้เห็นว่า เป็นผู้สำคัญเกี่ยวกับการศึกษากับได้รับตำแหน่งครูใหญ่ ต่อมาความได้ทรงทารบถึงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดให้ พระอาจารย์นวมหรือพระอาจารย์สยามปริยัติ เข้าเฝ้าและพระราชทานสมณศักดิ์เป็น “พระครูอุดมพิทยากร” (พระครูสัญญาบัตรพิเศษ) ในปี พ.ศ. 2441 และในปีนั้นเองสถานศึกษาที่พระครูอุดมพิทยากร (นวมพุทธสโร) ได้เป็นผู้ริเริ่มตั้งขึ้นจึงได้นามว่า “โรงเรียนอุดมวิทยา” ตามนามของผู้ให้กำเนิด ซึ่งต่อมาได้แบ่งออกเป็นฝ่ายประถม โดยใช้นามว่า ”โรงเรียนประถมอุดมวิทยา” ฝ่ายมัธยมว่า ”โรงเรียนมัธยมอุดมวิทยา”

     ต่อมาท่านพระครูอุดมพิทยากร ดำริว่า ได้ช่วยการศึกษาฝ่ายกุลบุตรสมความมุ่งหมายแล้ว แต่ยังไม่ได้ช่วยการศึกษาฝ่ายสตรีเลย และในขณะนั้นก็พอดีมีสถานที่พอใช้เป็นที่เรียนได้อยู่ จึงได้เปิดการสอนแผนกสตรีขึ้น โดยจ้างครูมาสอนแผนกสตรีเพิ่มขึ้นอีก โดยจ้างครูมาสอนเพิ่ม สถานที่เรียนสำหรับสตรีใช้นามว่า “โรงเรียน สตรีอุดมวิทยายน” ในปี พ.ศ. 2444

     ในกาลต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2453 หลังจากที่พระครูอุดมพิทยากรได้รับพระราชทานสมณะศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ “พระธรรมธราจารย์” และเป็นเจ้าอาวาสวัดอนงค์คาราม เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี เจ้ากรมตรวจการศึกษาสมัยนั้นเห็นว่านามโรงเรียนมีคำว่า “อุดมฯ” นั้น ไปพ้องกับนามของโรงเรียนอุดมศึกษา จึงได้หารือพระธรรมธราจารย์ (นวม พุทธสโร) เจ้าอาวาสวัดอนงค์ ผู้เป็นทั้งเจ้าของและก่อกำเนิดโรงเรียน โดยขอเปลี่ยนนามโรงเรียนทั้งสามในเวลาพร้อมกันดังนี้ เปลี่ยน “โรงเรียนอุดมวิทยายน” เป็น “โรงเรียนมัธยมวัดอนงค์” เปลี่ยน “โรงเรียนประถมอุดมวิทยายน” เป็น “โรงเรียนประถมวัดอนงค์” เปลี่ยน “โรงเรียนสตรีอุดมวิทยายน” เป็น “โรงเรียนศึกษานารี” ต่อมาปี พ.ศ. 2468 โรงเรียนมัธยมวัดอนงค์ได้ถูกเปลี่ยนนามอีกครั้งเป็น “โรงเรียนมัธยมบ้านสมเด็จเจ้าพระยา” เพระได้ย้ายที่เรียนไปอยู่แห่งใหม่ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของวิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยาในปัจจุบัน และให้โรงเรียนประถมวัดอนงค์เป็นสาขาของโรงเรียนบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

     ส่วนสถานที่อันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนที่เป็นอาจารย์นวม พุทธสโร ได้ก่อตั้งขึ้นนั้นได้ขยายโดยต่อเติมจากสถานที่เดิมแรกตั้งบ้าน ได้สร้างขึ้นใหม่บ้าง และได้ขยายโดยเคลื่อนย้ายไปตั้ง ณ สถานที่แห่งใหม่บ้าง ดังนี้ จากกุฎิหนึ่งหลัง เป็นโรงเรียนขึ้นอีกหนึ่งหลัง โดยสร้างจากเรือนที่นายเย็น บ้านอยู่ที่สมุทรปราการถวายอีกหนึ่งหลัง จากทึม (คือโรงเก็บศพ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. 2493 บางแห่งใช้เป็นศาลาเอนกประสงค์ทำนองเดียวกันกับศาลาการเปรียญในปัจจุบัน) ที่นายสิงห์ เสนะวัด บ้านอยู่ตำบลบางกอกใหญ่ถวายอีก 1 หลัง เป็นตึก 2ชั้น (ตึกหลังนี้ที่นายทับ ปัทมานุช ได้ตั้งนามของผู้ก่อกำเนิดว่า “โรงเรียนอุดมวิทยายน”ซึ่งมักมีผู้เรียกย่อ ๆ ว่า“โรงเรียนอุดมฯ”)มีมุกกลาง จากเงินที่นายทับ ปัทมานุช ถวายอีก 2 หลัง จากการอนุมัติเงินของ กรมการศึกษาธิการอีก 1 หลังโดยการดัดแปลงมณฑปเมรุสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติที่ติดต่อของจากเจ้าคุณหญิงคลี่ บุนนาค ซึ่งเป็นธิดาของสมเด็จเจ้าพระยาฯ องค์นั้น อีก 1 หลัง คือ โรงเรียนสุขุมาลัย วัดพิชัยยาติการามอีกแห่งหนึ่ง คือ บ้านสมเด็จเจ้าพระยามหาประยุรวงศ์ สถานที่ดังกล่าวทั้งหมดนี้เป็นสถานที่เรียนของกุลบุตร ส่วนกุลสตรีนั้น สถานที่เล่าเรียนใกล้กับกุฎิสงฆ์มากนัก ซึ่งเป็นการไม่เหมาะสม จึงดัดแปลงบ้านคุณหญิงพัน ที่ติดต่อขอจากกระทรวงธรรมการได้มาเป็นสถานที่เรียน ในที่สุดโรงเรียนมัธยมบ้านสมเด็จเจ้าพระยาฯ ได้ย้ายไปจากที่เดิมและได้ย้ายโรงเรียนศึกษานารีเข้าไปตั้งอยู่ในบ้านสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์

     ส่วนโรงเรียนประถมวัดอนงคาราม กระทรวงธรรมการได้ยุบเลิกตั้งแต่ พ.ศ. 2482 โดยโอนนักเรียนไปอยู่ที่โรงเรียนมัธยมบ้านสมเด็จเจ้าพระยา เหตุที่ยุบเพราะมีสถานที่เล่าเรียนแพร่หลายแล้ว

     พระธรรมธราจารย์ (นวม พุทธสโร) ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ “พระราชมงคล” เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ “พระมงคลเทพมุนี” เป็นพระราชาคณะเทียบชั้นเจ้าคณะรองที่ “พระมหาโพธิวงศาจารย์” และเป็น “สมเด็จพระพุฒาจารย์” ในที่สุด จนถึงกาลมรณภาพเมื่อ พ.ศ. 2499

     จากประวัติดังกล่าวมาจะเห็นได้ว่า “สมเด็จวัดอนงค์” คือสมเด็จพระพุฒาจารย์ (นวม พุธสรมหาเถระ) มีบทบาทสำคัญมากเกี่ยวกับการศึกษาของไทย เป็นผู้ให้กำเนิดวิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา และโรงเรียน ศึกษานารี

     สมเด็จย่า คือ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เท่าที่ทราบกันว่าพระองค์เคยเป็นศิษย์เก่าของโรงเรียนสตรีอุดมวิทยายน คือ โรงเรียนศึกษานารีนี้ ตามหนังสือ “สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี”ซึ่งนักข่าวหญิงจัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนพรรษาครบ 6 รอบในปี พ.ศ. 2515 ระบุว่า สมเด็จพระราชชนนีทรงเป็นนักเรียนรุ่นที่ 2 ของโรงเรียนนี้และในหนังสือแม่เล่าให้ฟัง พระนิพนธ์ของสมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนาซึ่งจัดพิมพ์เนื่องในวโรกาสที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงมีพระชนมายุครบ 80 พรรษา ก็เล่าว่า สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงศึกษาในโรงเรียนนี้

     ความเกี่ยวเนื่องระหว่างสมเด็จวัดอนงค์ สมเด็จย่าและโรงเรียนศึกษานารี ตลอดเวลาอันยาวนานนี้เป็นที่ประจักษ์ชัดเมื่อคราวสมเด็จวัดอนงค์อาพาธ สมเด็จย่าได้โปรดเกล้าให้การรักษาในพระอุปถัมภ์โดยตลอด จนเมื่อมรณภาพก็ได้พระราชทานน้ำสรงศพและโกศไม้สิบสอง พร้อมด้วยเครื่องประดับอิสริยยศเป็นเกียรติ ตลอดจนทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพระราชทาน

     จากประวัติดังกล่าวมาข้างต้น โรงเรียนศึกษานารีได้ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2544 โดยผู้ก่อตั้งคือสมเด็จ พระพุฒาจารย์ (นวม พุทธสรมหาเถระ) สมัยที่เป็นพระครูอุดมพิทยากร ซึ่งดำริที่จะช่วยการศึกษาฝ่ายสตรีหลังจากที่ได้ช่วยการศึกษากุลบุตรตามที่ได้มุ่งหมายแล้ว ได้ก่อตั้งโดยใช้ชื่อว่า “โรงเรียนสตรีอุดมวิทยายน” ในตอนแรกและมาเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนศึกษานารี” เมื่อปี พ.ศ. 2453 อย่างไรก็ดีการนับเวลาเริ่มแรกการก่อตั้งต้องถือ พ.ศ. 2444 ขณะนี้ พ.ศ. 2528 โรงเรียนศึกษานารีจึงมีอายุครบ 84 ปี ถ้าเป็นอายุของคนก็เข้าวัยชราแล้ว อีกไม่นานก็ถึงอายุขัย ผิดกับอายุของสถานศึกษา กล่าวคือ สถานศึกษานั้นยิ่งมีอายุนานเท่าใด ยิ่งดีขึ้นเท่านั้น ในทุก ๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นด้านอาคารหรือด้านวิทยาการความรู้ ย่อมจะเป็นปึกแผ่นมั่นคง ทั้งได้รับความเชื่อถือมากขึ้น ในปีที่โรงเรียนศึกษานารีมีอายุครบ 84 ปี คณะกรรมการโครงการจัดงาน 84 ปี ศึกษานารี ได้จัดงานเพื่อเฉลิมฉลองเป็นที่ระลึกร่วมกันอีกหลายฝ่าย ได้แก่โรงเรียนศึกษานารี สมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนศึกษานารี สมาคมศิษย์เก่าศึกษานารี โดยมีคณะสงฆ์วัดอนงคารามและสมาคมศิษย์วัดอนงคาราม ในพระบรมราชนูปถัมภ์ เป็นที่ปรึกษาและสนับสนุน ได้มีมติร่วมกันจัดหล่อรูปเหมือนสมเด็จพระพุฒาจารย์ (นวม พุทธสรมหาเถระ) เป็นอนุสาวรีย์ประดิษฐานไว้ที่โรงเรียนศึกษานารี ในฐานะที่ท่านเป็นผู้ให้กำเนิดโรงเรียนศึกษานารีด้วยจุดมุ่งหมายคือ

1.เพื่อเป็นอนุสาวรีย์ของท่านผู้เป็นปฐมาจารย์ผู้ให้กำเนิดโรงเรียน

2.เพื่อเป็นปูชนียวัตถุสำหรับกราบไหว้บูชาประจำโรงเรียน

3.เพื่อเป็นการแสดงกตัญญูกตเวทีต่อบุพการีชนและบูรพาจารย์

     นับว่าทางโรงเรียนได้ทำสิ่งที่ถูกที่ควรที่ดีงาม เป็นการแสดงออกซึ่งความกตัญญูอย่างน่าสรรเสริญยิ่ง ก็ความกตัญญูนี้จัดเป็นมงคลคือความเจริญสูงสุดประการหนึ่งแห่งมงคล 38 ประการ ที่มาในมงคลสูตรข้อว่า กตญฺญุตา เอตมฺมงฺคลตฺตมงฺ (การรู้อุปการะอันท่านทำแล้วแก่ตนเป็นมงคลสูงสุด)

     นับว่าเป็นการกระทำที่เป็นแบบอย่างที่ดี อนึ่ง ความกตัญญูเป็นนิมิต คือ เครื่องหมายของคนดีดังภาษิตที่ว่า นิมิตฺตํ สาธุรูปานํ กตญฺญุกตฺเวทิตา การแสดงความกตัญญูเช่นนี้ควรที่ใครๆพึงถือเอาเป็นตัวอย่างและพึงกระทำตาม

history 04

 

Copyright © 2018 | โรงเรียนศึกษานารี ตั้งอยู่ 176 ถนนประชาธิปก เขตธนบุรี จังหวัดกรุงเทพมหานคร 10600 โทรศัพท์ 02-466-7223 โทรสาร 02-466-2182